| LEADER 00000nab 2200000uu 4500 |
| 001 8489 |
| 003 ULIBM |
| 008 020711s2549 th a 000 0 tha d |
| 060 ว.WT155 ย544 2549
|
| 100 เยาวภา ยงดีมิตรภาพ
|
| 245 การติดตามผลการจัดกลุ่มให้การศึกษาต่อผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์/เยาวภา ยงดีมิตรภาพ
|
| 260 กรุงเทพฯ :^bสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา,^c2549
|
| 300 114 หน้า
|
| 550 การวิจัยเรื่อง การติดตามผลการจัดกลุ่มให้การศึกษาต่อผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการจัดกลุ่มให้การศึกษาที่มีต่อผู้ดูแลในด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ ตลอดจนผลกระทบของการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ที่มีต่อผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเปรียบเทียบผละระหว่างกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มให้การศึกษา และกลุ่มควบคุมที่ได้รับคำแนะนำทั่วไปและคู่มือเกี่ยวกับโรคและการดูนอกจากนี้ยังศึกษาแหล่งสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแล ประชากรที่ศึกษาเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ที่มารับการรักษา และเข้าร่วมกิจกรรมให้การศึกษาดังกล่าวที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ปี 2546 ดำเนินการคัดเลือกตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และสุ่มเลือกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 3 คน ในจำนวนนี้เลือกกลุ่มละ 1 คน เพื่อศึกษาสมาชิกในครอบครัวด้วย ได้ตัวอย่างกลุ่มทดลอง จำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน กันยายน ถึง ตุลาคม 2548 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ผู้ดูแล และสมาชิกในครอบครัว รวมถึงแบบสัมภาษณ์เพื่อติดตามผลสำหรับผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัว ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยและผู้ดูแลหลักทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทุกคนเป็นเพศหญิง กลุ่มทดลองมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลโดยรวมดีกว่ากลุ่มควบคุมในหลายด้าน ทั้ง 2 กลุ่มมีความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมเพียงหลักใหญ่กว้าง ๆ ทั่วไป โดยกลุ่มทดลองให้รายละเอียดชัดเจน และควบคุมส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคตามประสบการณ์และความคิด พูดถึงวิธีการดูแลน้อย นอกจากนี้ยังมีทัศนคติไม่ดีต่อการดูแลผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 กลุ่มมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อโรคไปในแนวเดียวกัน สำหรับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วย กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลที่หลากหลายเหมาะสม รวมถึงมีความเข้าใจผู้ป่วยมากกวากลุ่มควบคุม สำหรับผลกระทบด้านจิตใจ ร่างกาย และสังคมของทั้งสองกลุ่ม ในส่วนของการดูแลผู้ป่วยโดยตรง ไม่มีความแตกต่างกัน คือ ผู้ดูแลจะรู้สึกตั้งแต่เหน็ดเหนื่อย หงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี โมโห โกรธ เบื่อ ท้อ จนถึงเครียด รู้สึกลำบากและเป็นภาระ ในอีกด้านหนึ่งเริ่มรู้สึกเคยชินและรับได้ ส่วนผลกระทบทางด้านจิตใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลโดยตรงกลุ่มทดลองได้รับผลกระทบมากกว่าโดยมีปัจจัยจากปัญหาเศรษฐกิจและการสนับสนุนการดูแลจากญาติที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ผู้ดูแลที่ดูแลผู้ป่วยตามลำพังเป็นส่วนใหญ่ เป็นระยะเวลายาวนาน จะมีปัยหาสุขภาพตามมา และรู้สึกขาดอิสระ และมีกิจกรรมทางสังคมลดลง กลุ่มทดลองยังได้รับผลกระทบด้านครอบครัวและเศรษฐกิจมากและรุนแรงกว่า เนื่องจากการขาดผู้สนับสนุนการดูแลที่เพียงพอ และภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมต่างได้รับการสนับสนุนการดูแลจากสมาชิกในครอบครัว ญาติที่ไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกัน และเพื่อนบ้านมากน้อยแตกต่างกันไป โดยกลุ่มทดลองส่วนใหญ่ไม่พึงพอใจมากกับการสนับสนุนที่ได้รับญาติที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน ในขณะที่กลุ่มควบคุมส่วนหนึ่งไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนการดูแลจากสมาชิกในครอบครัว ผู้ดูแลทั้ง 2 กลุ่มส่วนใหญ่พึงพอใจกับการสนับสนุนของเพื่อนบ้าน สำหรับศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน ผู้นำชุมชน และสมาคม ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย แทบจะไม่มีส่วนในการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย สรุปกลุ่มให้การศึกษาสามารถช่วยให้ผู้ดูแลมีความรู้ มีทัศนคติที่ดีต่อผู้ป่วยและการดูแลและมีพฤติกรรมการดูแลที่เหมาะสมในระดับหนึ่ง ส่วนผลกระทบทางด้านจิตใจ ร่างกาย สังคม ครอบครัวและเศรษฐกิจมีปัจจัยประกอบหลายอย่างนอกเหนือจากปัจจัยด้านความเจ็บป่วย ซึ่งกลุ่มให้การศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยเหลือได้ ข้อเสนอแนะควรมีการจัดกิจกรรมกลุ่มให้การศึกษาแก่ผู้ดูแล การให้ความรู้ที่ตรงกับปัญหาในแต่ละระยะของโรคหรือการติดตามการดูแลอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้ดูแลซึ่งรวมถึงการจัดให้ผู้ดูแลได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลและสนับสนุนทางด้านจิตใจต่อกัน การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายทางสังคมในการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยในชุมชนนอกจากนี้ควรมีบริการสนับสนุนการดูแลด้านต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชนที่พร้อมสำหรับผู้ดูแลตลอดจนการให้ความรู้แก่ประชนชนซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
|
| 650 กลุ่มให้การศึกษาผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ^xวิจัย
|
| 999 ^aขจีนิภา เมธีวรกุลกิจ
|